วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

เชื่อหรือไม่ว่า มนุษย์เรานะเกือบที่จะหายตัวได้แล้ว!!!

(ข้อมูลทั้งหมดอาจจะผิดพลาดโปรดใช้วิจารณาญาณในการอ่าน)
มีเรื่องเล่ากันมาว่าครั้งหนึ่ง "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)" นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวเยอรมันที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นยอดอัจฉริยะระดับโลกขณะยังมีชีวิตอยู่นั้นเขาได้คิดค้น "การหายตัว" โดยเรื่องนี้ได้เล่าสืบต่อกันมาอีกทีจนกลายเป็นตำนาน ว่า "ไอน์สไตน์สามารถนำเรือลำใหญ่จากมหาสมุทรอเมริกาใต้ หายวับไปปรากฎอยู่ ณ เกาะญี่ปุ่นได้เพียงเสี้ยววินาที"แต่เรื่องที่แปลกก็คือ "มนุษย์ทุกคนที่อยู่บนเรือลำนั้นกลับหายไป เชื่อว่าพวกเขากลายเป็นน้ำไปจนหมด"แต่ด้วยอายุไขที่มากแล้วของไอน์สไตน์ เขาจึงคิดหลักการอันยากแสนยากที่ว่านี้ต่อไปไม่ไหว ไอน์สไตน์เสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ตามความเห็นของผม ผมว่าโลกเรามีอะไรที่เหลือเชื่ออยู่มากมายง่ายๆ เลย อย่างเช่น "โทรศัพท์มืถือ"สมัยก่อนก็คงไม่มีใครคิดหรอกครับ ว่า คนเราจะสามารถคุยกันผ่านกระบอกอะไรสักอย่างง่ายดายเช่นนี้ ทั้งๆ ที่อยู่ห่างไกลกันมากขนาดนั้นแค่โทรศัพท์ก็เป็นอะไรที่เหลือเชื่อสุดๆ แล้ว และเป็นไปได้เหรอที่เราจะส่งสามารถสัญญาณผ่านดาวเทียม และดาวเทียมก็จะสามารถส่งสัญญาณตรงมายังจอภาพที่บ้านเราแต่ด้วยยุคด้วยสมัยที่เปลี่ยนไป พิสูทธิ์ออกมาแล้วว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้! เพราะโลกของเรามีโมเลกุลทางอากาศที่ละเอียดถี่ยิบ สามารถเปิดทางเป็นเส้นตรงให้สัญญาณอินฟาเรดวิ่งผ่านได้สามารถเปิดทางบูทูธสัญญาณต่อกันได้ที่สุดของที่สุดในยุคสมัยนี้ไม่ใช่อะไรอื่นไกล แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังจ้องมองมันตาไม่กระพริบอยู่ในขณะนี้นั่นแหละครับ"คอมพิวเตอร์... อินเตอร์เน็ท..."คุณลองสำรวจความละเอียดถี่ยิบของภาพเบื้องหน้าคุณดูสิ? แล้วคุณจะต้องฉงนเหมือนผม หากย้อนไปถึงเมื่อสมัย 100 หรือ 1000 ปีก่อนมนุษย์เราต่างคิดว่า "มันจะมีทางเป็นไปได้เหรอ?" เหมือนกับตอนนี้ผมเชื่อว่า "การหายตัว" สักวันก็ต้องมีนักวิทยาศาสตร์คนอื่นคิดออกแหละน่า

เข้าสู่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจของผมและในดวงใจของใครหลายๆ คนกันต่อดีกว่าครับ...
ผลงานอันโด่งดังของ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ได้แก่

1. ทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
จากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และรางวัลจากอีกหลายสถาบันได้แก่ ค.ศ.1925 ได้รับเหรียญคอพเลย์ จากราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน ค.ศ.1926ได้รับเหรียญทองราชดาราศาสตร์ ค.ศ.1931ดำรงตำแหน่งนักค้นคว้าของวิทยาลัย ไครสต์เชิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ค.ศ.1933เขาได้รับเชิญจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ สถาบันบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ (Institute for Advance Study at Princeton, New Jersey)นอกจากนี้ทฤษฎีของเขายังสามารถล้มล้างทฤษฎีของจอห์น ดาลตัน (John Dalton) นักฟิสิกส์และเคมีชาวอังกฤษที่ว่า "สสารย่อมไม่สูญไปจากโลกเพราะอะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร ซึ่งไม่สามารถจะแยกออกไปได้อีก" แต่ไอน์สไตน์ได้กล่าวว่า สสารย่อมมีการสูญสลาย นอกจากพลังงานเท่านั้นที่จะไม่สูญหาย เพราะพลังงานเกิดขึ้นจากสสารที่หายไป และอะตอมไม่ใช่ส่วนที่ เล็กที่สุดของสสาร เพราะฉะนั้นจึงสามารถแยกออกได้อีก
2. ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity)
ปี ค.ศ.1915 เขาได้รวมเล่มตีพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายต่างก็ไม่เข้าใจในทฤษฎีข้อนี้แต่ด้วยความที่ไอน์สไตน์เป็นคนสุขุมเยือกเย็น เขาได้อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีในหลายลักษณะเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มีรถไฟ 2 ขบวน ขบวนหนึ่งจอดอยู่กับที่ อีกขบวนหนึ่งกำลังวิ่งสวน ทางไป ผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟที่จอดอยู่อาจจะรู้สึกว่ารถไฟกำลังวิ่งอยู่ เพราะฉะนั้น อัตราเร็ว ทิศทาง จึงมีความเกี่ยวข้องกัน
และ 3. เป็นผู้คิดค้นระเบิดปรมาณู!ส่วนปรมาณูคืออะไรนั้น ผมคิดว่า ถ้าจะไม่อธิบายทุกคนก็คงจะเข้าใจ
คุณคงเคยสงสัยใช่ไหมว่า ทำไมอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ถึงได้ฉลาดกว่าคนธรรมดา ข้อสงสัยนี้มีคำตอบแล้วระดับหนึ่งเมื่อคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแม็กมาสเตอร์ (McMaster Universtity) เมืองออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ได้เสนอรายงานผลการวิจัยสมองของไอน์สไตน์ ในวารสาร ทางการแพทย์ The Lancet เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จากการศึกษาเปรียบเทียบสมองของไอน์สไตน์กับสมองคนฉลาดปกติทั่วไป เป็นชาย 35 คน หญิง 56 คน พบว่า บริเวณส่วนล่าง ของสมองด้านข้าง (inferior parietal region) ของไอน์สไตน์ ใหญ่กว่าของคนปกติธรรมดาถึง 15 เปอร์เซ็นต์ สมองบริเวณดังกล่าว อยู่ในระดับเดียวกับหู มีหน้าที่เกี่ยวกับการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังพบอีกด้วยว่า ร่องสมองของไอน์สไตน์ หายไปบางส่วนโดยที่สมองของคนทั่วไปจะมีร่องสมองจากส่วนหน้า ต่อเนื่องไปยังสมองส่วนหลังซึ่งร่องที่หายไปบางส่วนนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์ เนื่องจากทำให้เส้นประสาทและเซลล์สมองบริเวณนั้น สามารถเชื่อมโยงเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ผลของการศึกษาวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า อัจฉริยภาพ ของนักทฤษฎีทางฟิสิกซ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกผู้นี้ มีมาตั้งแต่กำเนิด



CREDIT :: FrenchHorn

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น